dimanche 12 avril 2009

หญิง หรือ ชาย โดย คมเคียว คันไถ


ความเท่าเทียม ที่ไม่เท่ากัน

อันหญิงนั้น เปรียบเป็น เช่นดอกไม้
 ชายเปรียบเป็น ตะไคร้ และใบข่า
หญิงเปรียบเป็น เพชร นิลจินดา
ชายนั้นเป็น เหล็กกล้า สิลาแลง
หญิงเปรียบเป็น ศศิธร ที่อ่อนสี
ชายอาจเป็น ดวงสุรีย์ ที่ส่องแสง
หญิงออกทัพ รับศึก ก็อ่อนแรง
ระครรำ ชายแสดง ก็ป่วยการ
ส ว เจ้าเว้า เอ็ดหยัง บ่ฟังไผ
ความเท่าเทียม คืออย่างไร จงเล่าขาน
หญิงเด่นดี กว่าชาย ก็หลายการ
บาง อย่างชาย ก็เชี่ยวชาญ เฉพาะตัว
หญิงมากชู้ อย่างชาย ทำได้หรือ
คนคงลือ ว่ากระหาย เอาหลายผัว
ขะม้าพวด หน้าห้องเวียน สับเปลื่ยนตัว
เกิดลูกมา พ่อตัว คือผู้ใด
วัยรุ่นมั่ว ทุกวันนี้ มิได้หยัน
 เพราะต้องการ ทัดเทียมทัน กันใช่ใหม
ความรักนวล สงวนนาง จางหายไป
หาแม่ดี ของลูกได้ ยากเต็มที
ความเท่าเทียม ย่อมหาใด้ ในทางอื่น
หญิงมากกว่า ชายเป็นหมื่น ในกรุงศรี
ใยไม่ช่วย ปะวีนา ครองธานี
ช่วยอองชาน ซูจี ครองรามัญ
รณรงค์ ให้ลูกผู้ หญิงทุกคน
เลือกสตรี แทนตน ทุกเขตรขันท์
เป็นผู้แทน เข้าสภา สถานบัน
 แข่งผู้ชาย เธอกับฉัน ใจต่อใจ
เวลาคล้อง พวงมาลัย ให้พระเอก
 ยี่เกเสก โอมเล่า เป่ามนต์ใส่
แบ้งค์ใบพัน ใบห้าร้อย ห้อยเรียงใบ
 เป็นหมื่นแสน คล้องให้ ตามใจตน
หาพระเอก ลิเก ลงเลือกตั้ง
ให้ปะวีนา ต้องผิดหวัง อีกสักหน
ความเท่าเทียม ใยไม่สร้าง เข้าข้างคน
เลือกคนหล่อ พอใจตน เข้าสภา
ดูตัวอย่าง ปะวีณา อรอารีย์
เยาวภา และวันดี สตรีกล้า
สร้าง คักดิ์ศรี เหนือชาย ใช้กีฬา
 ผลักดันตน เองขึ้นมา หน้าเวที
ไม่ต้องง้อ ร้องขอ ความเท่าเทียม
แข่งการเรียน หญิงยอดเยี่ยม ได้เกรดสี่
รัฐมนตรี เป็นหญิง เราก็มี
เราแพ้ภัย ตรงที่ ใจเราเอง

คมเคียว คันไถ
สมโภชน์ ๒๕๔๗

คำกลอน กระทบน้ำ ของสมโภชน์




คำกลอนกระทบน้ำ

แสนเจ็บใจ สุดเคือง เพราะเรื่องน้ำ
 ยังชอกช้ำ ใจอยู่ มิรู้หาย
วิกฤติ กาลที่ผ่านกราย
เจ้าช้างสาร เยี่ยมกราย เหยียบแผ่นดิน
เมื่อต้นเดือน กรกฎา ทุ่งนาแล้ง
 ข้าวเหี่ยวแห้ง คอยหา ธาราสินช์
พอสิงหา มายล มีฝนริน = ทั่วทุกถิ่น เริ่งรื่น ชื่นกมล
เดือนกันยา มองดูนา แสนชื่นฉ่ำ
ข้าวหว่านดำ ผลิใบ เพราะได้ฝน
ในปีนี้ พวกชาวนา คงไม่จน
ทั่วทุกคน แย้มยิ้ม กระหยิ่มรอ
เดือนตุลา เห็นนา แล้วหม่นหมอง
 น้ำท่วมนอง เจิ่งแรง ทุกแห่งหนอ
ผัวเมียมอง ดูนา น้ำตาคลอ
 ดูลูกน้อย กับหม้อ แล้วท้อใจ
พฤศจิกา น้ำตา ชาวนาหลั่ง
ต่างกอดเข่า หมดหวัง พลังไถ
เจ้าช้างสาร เหยียบบ้าน ผ่านไป
 นาไร่สูญ สิ้น เห็นดินดำ
เดือนธันวา เห็นนา แล้วใจหาย
หนี้มากหลาย เพราะตัวเรา ก้าวถลำ
หนี้ก็งอก ดอกเงินงอก-ข้าวดอกดำ
ต้องรับกรรม แบกหนี้สิน ตอนสิ้นปี
คมเคียว ุคันไถ
สมโภชน์ ๒๕๔๙

samedi 11 avril 2009

ความจินตนาการของสมโภชน์ Somport et sa imagination


บนยอดไม้

ร้องพ่อวู้ พ่อวู้ กู่ตอนเช้า
 เสียงเสียดเศร้า พ่อแม่ ก็แลหาย
น่าสงสาร ตัวเจ้า กาเหว่าลาย
พ่อแม่เจ้า ตกเหวตาย ในตำนาน
แม่นกเอี้ยง หามาเผื่อ นำเหยื่อป้อน
 กาเหว่าอ้อน ปากอ้า น่าสงสาร
พ่อนกเอี้ยง ไล่สัตรู และหมู่พาล
ช่วยแม่นก หาอาหาร มาเลี้ยงดู
เสียงดุเหว่า แว่วมา น่าจะเศร้า
แต่หัวใจ กาเหว่า น่าอดสู
กินไข่เขา เอาไข่เรา ให้เลี้ยงดู
 แท้ที่เจิง คตือสัตรู ผู้ทำลาย
ตึกสงสาร เจ้านกเอี้ยง ไม่เตียงสา
ไม่ไตร่ตรอง ใช้ปัญญา จนกว่าสาย
นั้นแซ่งแซว ไยป้อนข้าว กาเหว่าลาย
อ๋อ รังมัน อยู่บนปลาย ไม้ใกล้กัน

คมเคียว ุคันไถ
สมโภชน์ ๒๕๔๖

กระทุ่มผุ โดย คมเคียว คันไถ

ต้นกระทุ่ม ต้นใหญ่ ใกล้หมู่บ้าน
 ทางกวียนผ่าน สุมทุม พุ่มใสว
หมู่พ่อค้า พานิช จากแดนไกล
 มาพักแรม ค้าขาย ที่ปลายนา
มีน้ำตาล ถั่วงา และปลาย่าง
 วัวเทียมต่าง กองเกวียน เวียนมาหา
นำสินค้า มาแลกข้าว กับชาวนา
 เผือกมันมา ให้เลือก ข้าวเปลือกไป
แม่นำข้าว แลกเอาอ่าง กระถางน้ำ
 ทั้งถ้วยชาม ดินปั้น ฉันถือให้
กล้วยไข่เต็ม ล้นมือ น้องถือไป
เพียงพอใจ พอพึ่งพา บ้านนาเรา
แต่เดี๋ยวนี้ ไม่มีต้น กระทุ่มใหญ่
 เพราะต้นไฮ ขึ้นคลุม รุมจนเฉา
พวกกาฝาก เกาะกินน้ำ ทำร้ายเอา
หุ้มลำต้น ปล้นเอา จนเฉาตาย
อตาถตัว เจ้าหนอ ต้นกระทุ่ม
เกิดที่ลุ่ม ชีวิตผ่าน ก็นานหลาย
เพียงนกมา ถ่ายใส่ต้น สิบปีปลาย
กระทุ่มกลาย เป็นต้นไฮ ใหญ่กว่าตัว
กาฝากเดน เศรษฐกิจ ชนิดใหม่
 คอยเกาะกิน แรงกายใช้ แต่หัว
มือใครยาว สาวเอา เข้าข้างตัว
 ต่างเมามัว โกยมา เข้าหาตน
ไม่ทำนา ไม่ปลูกมัน ไม่ปั้นหม้อ
เพียงนอนรอ หุ้นออก ให้ดอกผล
คนใช้แรง ทำงาน กลับยากจน
 คนนอนกิน แรงคน กลับเฟื่องฟู
ต้นกระทุ่ม ต้นใหญ่ ตายไปแล้ว
ตายพร้อมกับ รากแก้ว กำลังผุ
ต้นไฮขาด รากแก้ว โดนพายุ
 คงตายผุ โค่นหัก ในสักวัน

คมเคียว คันไถ
กพ ๒๕๔๖


ศิลทุ วัตถุธรรม โดย คมเคียว คันไถ

เขาผลิด เหล็กกล้า สร้าง อาวุธ
แล้วนำมา ฆ่ามนุษย์ ให้เราเห็น
ทั้งเอ อี เอเปค และยูเนน
 ปล่อยให้ค้า อาวุธ เข่น ฆ่าผู้คน
สร้างโรงงาน มหึมา ไว้ฆ่าสัตว์
 ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด ทุกแห่งหน
นำสัตว์ป่า เอามาฆ่า ส่งสากล
เอาเนื้อเขา มาเลี้ยงตน ให้คนกิน
เขาบุกรุก ป่าไม้ ทำลายป่า
 ตัดไม้ฮุบ ที่ดินมา เสียจนสิ้น
คนยากจน ยังไม่มี ที่ทำกิน
ไม้โฉนดเป็น ทรัพย์สิน ของคนรวย
เพียงขอเอา พนันบอลล์ ขึ้นมาไว้
แบ่งรายได้ คนจนบ้าง เหมือนดังหวย
อ้างศิลธรรม เถียงกัน รัฐฝันรวย
เอาความซวย มามอมเมา เยาวชน
เด็กยากจน ถึงมอมเมา เขาไม่เล่น
 ความรำเค็ญ ย่อมจำกัน ความขัดสน
มีเด็ก เวร ลูกคนรวย ไม่ กี่คน
พ่อแม่รวย เพราะปล้น คนแรงงาน
อย่ามัวยก แต่ศิลธรรม มาปล้ำเขา
 สยพอยู่ ใต้อุ้งเท้า น่าสงสาร
อย่ามองมุม ของนัก วิชาการ
 จงมองดู สถานการณ์ ที่เป็นจริง
ทุกวันนี้ ศิลธรรม ตามวัตถุ
 สังคมเสื่อม กร่อนผุ ไปทุกสิ่ง
เด็กยากจน เด็กพิการ ถูกทอดทิ้ง
นับเป็นล้าน มากยิ่ง ในสังคม
เสียครอบครัว ลูกคนรวย ไม่กี่พัน
 ให้เป็นผี การพะนัน ก็เหมาะสม
มาช่วยเด็ก เป็นแสน จากโคลนตม
 พวกเขาคง จะชื่นชม ว่า ทำดี
ทั้งบ่อนไก่ บ่อนปลา ดาสิโน
ฉุดเอาขึ้น มาโชว์ ไว้ทุกที่
ทั้งเงินกู้ นอกระบบ ทบดอกมี
 เอามาขึ้น บัญชี ไว้ทุกราย
แล้วจงวาด แผนวาง มากางไว้
 แบ่งแจกให้ เป็นถนน คนละสาย
อาชีพผิด ศิลธรรม ทำกี่ราย
 ที่ขุดดิน หินทราย มีกี่คน
แล้วให้ท่าน นายก นามทักษิณ
มองจากฟ้า สู่ดิน วิเคาระห์ผล
แยกผลดี ผลชั่ว ไม่มั่วปน
พญาเหยี่ยว มองจากบน ค้นลงมา
ไม่เหมือนหนู ซุกอยู่ มุดรูร้อง
 เตือนพวกพ้อง ระวังแนว แมวกับหมา
เหยี่ยวบินบน วนสำรวจ ตรวจดูนา
 เห็นทุกรู หนูนา ทั้งหมาแมว
นี่คือข้อ พอเปรียบ เทียบให้เห็น
 ยกของเถื่อน ที่ซ่อนเร้น มาจัดแถว
จะเดินทาง ถนนใด ต้องวางแนว =
เขียนอักษร ต้องมีแถว บรรทัดวาง
ใช้วัตถุ เงินทอง กองเป็นป้าย
 แล้วขีดทาง ม้าลาย ห้ามออกข้าง
เอาศิลธรรม ส่องไฟ ตามแนววาง
 ตามกระแส วัตถุทาง ค่านิยม
หากท่านเอา ศิลธรรม มาทำป้าย
 ต้องทำลาย วัตถุกรรม ทำให้ล่ม
มาปลูกข้าว เลี้ยงควาย กลางสายลม
 แล้วทำลาย ทุนนิยม หมดโลกไป

คมเคียว คันไถ
กพ ๒๕๔๗

คมเคี่ยว คันไถ และคำกลอน


ใครใหญ่


ที่มุนหนึ่ง ในบ้านเรา ตอนเช้าตรู่
 เจ้าตุ๊กแก แอบอยู่ ที่มุมฝา
ได้ยินเสียง เถียงกัน พรรณา
เจ้าหรือช้า ตังใคร ใหญ่กว่ากัน
บ้านนอกว่า จะมีใคร มาใหญ่เท่า
ข้านี้มี ร่มเงา ให้อาศัย
ทั้งกิน นอน พักผ่อน แสนสบาย
หนักเรือเบา ข้ารับ ไว้ แต่ไรมา
เฟอร์นิเจอร์ บอกว่า ตัวข้าด้วย
ขาดข้าแล้ว คงไม่สวย ต้องเสาะหา
โต๊ะเตียงตั่ง ม่านระยับ ประดับประดก
สิ่งบันเทิง รื่นเริงพา ให้ชื่นใจ
บ้านขาดข้า เห็นแต่ฝา ใว้กันฝน
นายหญิงเขา จะทน ได้ใฉน
เธอคงจะ สำออย นั่งน้อยใจ
เธอจากไป บ้านนี้ใคร จะดูแล
รถยนต์ว่า หนวกหูจัง ฟังไม่ได้
ทุกวันนี้ นายใช้ ใครกันแน่
ข้าเดินทาง ทุกวัน ไม่ผันแปร
ข้านี้คือ มิตรแท้ แน่กว่าใคร
ไปท่องเที่ยว ไปทำงาน กาศึกษา
แอบไปหา กิ๊กมา ใช้ข้าได้
นายจะต้อง ขอบข้า มากกว่าใคร
 ควรมอบให้ ข้าเป็นใหญ่ ในแผ่นดิน
เสียง ห้าว ห้าว แว่งดุง จากข้างล่าง
พวกเจ้าคิด เข้าข้าง ตัวทั้งสิ้น
ถึงอย่างไร เจ้าก็อยู่ ในแผ่นดิน
พวกเจ้านอน พวกเจ้ากิน อยู่ที่ใด
ทั้ง รถ บ้าน ม่านหมอน และโรงครัว
ทุกๆอย่าง อยู่ในตัว ข้าไช่ใหม
หรือเจ้าลอย อยู่บน ฟากฟ้าไกล
ให้รู้ใว้ ใครคือใคร ใหญ่ตัวจริง
แบ๊งค์พันบาท ได้ยิน ดิ้นพลาดๆ
เงินสามาระ ชื้อได้ ในทุกสิ่ง
เรานี่แหละ เทพเจ้า แห่งความจริง
ใครต่อใคร ต่างก็วิ่ง ซบตุกเรา
บ้านที่ดิน ระยนต์ ที่คนขี่
ทั้งทีวี นารี มีแก้เหงา
ช้าก่อน ยัง ฟังข้า อย่าหูเบา
 ถ้าพวกเจ้า ขาดเรา ก็ลำเค็ญ
ภาษิตว่า เหนือฟ้า ยังมีฟ้า
ข้านี้คือ ปากกา ด้ามที่เห็น
หากสิ่งใด มให้ ตัวข้าเซ็น
 เจ้าก็เป็น เพียงกระดาษ ธรรมดา
ทั้งโฉนด ที่ดิน ถิ่นที่อยู่
เฟอร์นิเจอร์ รถหรู มิสมาทรา
แม้แต่นาย อยากใด้ ภรรยา
 ก็ต้องใช้ ปากกา ตัวข้าเซ็น
ตุ๊กแกขยับ ตัวลง เข้าโพรงฝา
ข้าเติบใหญ่ ในบ้านมา เจ้าก็เห็น
ข้านี้แหละ ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ต้องเซ็น
มันร้องเว้น วรรคสนุก ว่า ตุ๊กแกๆ

คมเคียว ุคันไถ
สมโภชน์ ๒๕๔๗

นกกระจาบสร้างบ้าน แต่นักวิชาการสร้างอะไรหนอ?


มหาลัย ไพรวัล

นกกระจาบ คาบใยไผ่ และใบหญ้า
แล้วนำมา สอดกลับ สลับสาน
ศิลปวิจิตรโพ้นบนต้นตาล
และตระกราน เป็นหมู่บ้าน วิมานนอน
รังกลมก ลึงมีห้อง เพื่อรองไข่
ทำป่องทาง บินขิ้น ไปหาลูกอ่อน
รังต้วผู้ ทำหลังคา สร้างเป็นคอน
เป็นป้อมยาม พ่อนกนอน อยู่ไม่ไกล
พอเหยี่ยวใหญ่งูร้าย เข้าไปหา
พ่อนกจะโถมถลา เข้ามาใส่
ฝูงนกจะรวมกัน ป้องกันภัย
ตีนกใหญ่ งูร้าย ร่วงลงมา
นกเรียนใน มหาลัย แห่งใดหนอ
จึงถักทอ จัดการ งานรักษา
ไม่ได้เรียน วิศวะ และจุฬา
ไม่มีตัก กะสิรา กลางป่าไพร
อาณาจักร คือน่านฟ้า และป่าทุ่ง
มีหัวหน้า จ่าฝุง ครองกรุงใหญ่
ไม่แบ่งขั้น แบ่งวรรณ กั้นเขตไพร
ต่างก็ทำ หน้าที่ใน ส่วนของตน
ไม่เหมือนคน อ้างมา ว่ามนุษย์
 ประเสริฐสุด แล้วฉุดคร่า น่าฉงน
จราจร จราจล คนฆ่าคน
 อวดอ้างตน ว่าวิวัฒน์ กว่าสัตว์ใด
เรียนวิชา ตามล่า ปริญญาเอก
 เรียนคิดเลข ปั่นหุ้น ทุนก้อนใหญ่
ชิงแผ่นดิน เป็นของตน สร้างกลไก
 บนท้องฟ้า ยังขึ้นไป อ้างสิทธิ์ตน
สร้างอาวุธ ร้ายแรง แข่งพระเจ้า
มาลำลาย ล้างพงษ์ เผ่า กันอีกหน
ได้อะไร ขึ้นมาหนอ คนแสนกล
ขว้างงูออก นอกตน ไม่พ้นคอ
สัตว์นกเป็น สัตว์ป่า ไม่ฆ่าเพื่อน
อยู่แตนเถื่อน ป่าร้าง สร้างเรือนหอ
สัตว์คนเรียน ด๊อกเตอร์มา ฆ่าเหล่าก่อ
พวกสัตว์ เมือง เรียนมาก่อ วินาศภัย


คมเคียว ุคันไถ
สมโภชน์ ๒๕๔๗

samedi 21 février 2009

ประวัติของชาว พวน หรือ ลาวพวน ในประเทศไทย โดย คมเคียว คันไถ



Makhamtao et les Pouins

คำกลอนเซิ้งประวัติชาวพวน หรือ ลาวพวน
โดย คมเคียว คันไถ ของ สมโภชน์ กางกรณ์

สาธุสะ ขอสัก การะ
คาระวะ พี่น้อง ไทยพวน
ขอเชิญชวน หมู่เฮา มาฟัง
ทวนความหลัง แต่ครั้ง ก่อนเก่า
เริ่มต้นเล่่า ถึง เขา ภูพวน
คนเผ่าพวน ชื่อตาม ภูเขา
พวนกับเลาว คนเผ่า เดียวกัน
 แม่น้ำซัน น้ำงึม เริ่มต้น
ใหลลิ่งโตน ลงสู่ น้ำโขง
สายน้ำโยง ใยเกลียว สัมพนธ์
เพียงแต่ผัน ออกต่าง สำเนียง
 กำใกล้เคียง สำเนียง เพี้ยนไป
ลาวไปใส พวนไป กะเลอ
พวนลูกเพ้อ ลาวฮ้อง ลูกใภ้
ลาวว่าบ่ให้ พวนใช้ บ่เฮ้อ
 พวนว่า บ้านเผอ ลาวว่า บ้านใผ
เอ็ดนาไฮ่ อยู่ใน หว่างเขา
 ชอบปลูกข้าว ตำเป็น ข้าวสาร
เริ่มมานาน เว้าแต่ โบราณ
พวนมีบ้าน อยู่เมือง เชียงขวาง
แถบลานช้าง สิบสอง จุไท
ซำเหนือใต้ คือถิ่น ชาวพวน
ติดเขตรญวน ที่ราบ สูงต้นนิน
ทุ่งไหหิน มีไห เต็มทุ่ง
เคยเอืองฮุ่ง มาอย่าง ยืนยง
หนังสือพงค์ สาวะคาร
มีตำนาน ขุนบัน ลินัว
เจ้าอยู่หัว มหา ลาวื่อ
หรืออีกชื่อ เรียกขุน บรม
เป็นประฐม บรมเชื้อชาติ
มหาราช กระบุตริย์ พวนลาว
ปกครองชาว ฝั่งโขง โบราณ
ทรงเชี่ยวชาญ เรื่องเดช อำนาจ
ประเทศราช ฮ้อยเขตร น้อมขาม
ผู้มีนาม เจ้า มหา ชีวิต
ทรงพิชิต รอบ จักรวาล
พระภูบาล มีพระ กำหนด
ให้โอรส ทั้งเจ็ด พระองค์
ท่านได้ส่ง เข้าไป ครอบครอง
ในเมืองของ ประเทศ ขะราช
แผ่อำนาจ พระบารมี
ให้องค์พี่ ชื่อว่า ขุนลอ
ไปสืบก่อ เมืองหลวง พระบาง
แคว้นลานช้าง เชียงคง เชียงทอง
องค์ที่สองชื่อ ยี่ ผาลา
สิบสองปันนา สร้างเมือง หอแต
หรือหนองแล สืบสร้าง ตั้งวงค์
สามจูสง เป็นองค์ ที่สาม
ญวนเวียตนาม เมืองแถว หนองบัว
เจ้าอยู่หัว ของพวก ชาวญวน
ที่เมืองญวน โยนก เชียงใหม่
องค์สี่ไป ชื่อว่า ไสผง
งั่วอินทร์ วาค์ อโยธยา
องค์ชายห้า มาอยู่ แตนไทย
องค์หกไป เมืองเกิด เชียงคม
ชื่อลกกลม ครองลาว ภูไท
เจ็ดเจืองไป ครองเมือง เชียงขวาง
ไปสืบสร้าง ปกครองชาวพวน
จดแดนญวน จนฮอด เมืองฮัอ
เขตุติดต่อ เมืองหลาวพระบาง
เมืองเชียงขาง เชียงคำ ยาวจอด
 เลยไปฮอด อุต ตตะมะ ธานี
จดหลี่ผี ผาได ผาด่าง
บ่เว้นว่าง มีเจ้า ปกครอง
เพิ่นเป็นน้อง คนที่ สุดท้าย
ต่างก่าย้าย เมืองเผอ เมืองมัน
พ่อแบ่งปัน สมบัติ ให้ไป
มีบ่าวไพร่ มีเกิบ ทองคำ
ดอบฝักคำ ประจำ พระองค์
ชำมรงค์ แก้วเพชร เจ็ดสี
งาช้างมี สี่เขี่ยว กอมก้อม
มีเฮ้อพร้อม ทั้งหอก คันคำ
ให้ประจำ กายทุก พระองค์
บิดาทรง ให้พระ โอวาท
ให้อำนาจ ไพร่พล ไปครอง
ห้ามพี่น้อง ฆ่าฟันกันตาย
ช้าง ม้าหลาย บุญใคร บุญมัน
ให้แบ่งปัน ความสุข ไพร่ฟ้า
ให้ประชา ชนมี ความสุข
ตั้งแต่ยุค ของเจ้า ฟ้าเสียง
ให้เรียบเรียง ทางประวัติสาสตร์
พวนมีชาติ มี ศาสนา
ในตำรา มีมา ว่าเว้า
ตั้งแต่เจ้า น้อยครอง ต่อมา
ให้ชายา เจ้าพ้าเมืองลาว
ธิดาสาว เจ้าอนุวงค์
รวมเผ่าพงษ์ พวนลาว สัมพันธ์
สืบเผ่าพันธ์ บุตรา ห้าองค์
สำดับองค์ เริ่มต้น คนโต
ชือเจ้า โพ เจ้ารทัพ พรมมา
องค์ห้าเจ้าอุง เจ้าก่ำ
เจ้าน้อยนำ พวนอยู่ เป็นสุข
แสนสนุก เขียงคำ เชียงขวาง


ศึกเสือสาว บ่มี มากวน
ซุ้มบ้านพวน เอ็ดสวน ปลูกข้าว
ตันหมากพร้าว หมากนาว หมากแฟง
ทั้งหม่าแตง หม่าเขือ หม่าถั่ว
 เอ็ดสวนครัว ผักกาด ผักชี
กล้วยเป็นหวี่ หม่ามี้ โอ้นโต้น
หมากเผ็ดนั้น ก่ามี เต็มโพน
หม่าโต่นหรือ ก่ามี เต็มคั้ง
เก็บสะตังค์ ใส่บั้ง ไม่ไผ่
ปลาค่อใหญ่ ในฮู ในฮ่อง
น้ำในหนอง มีปู มีปลา
ในเฮ่อนา มีปลา มีข้าว
ไก่อยู่เล้า มีข้าว อยู่เงีบ
ลูกกับเมีย บ่อด บ่หยาก
อุปถาก พระสงฆ์ องค์เจ้า
ตื่นยามเข้า ใส่บาตร ทำบุญ
 ตำข้าวปุ้น ข้าวเม่า ข้าวเกรียบ
แช่กอยเหยียบ เหียงเต็ง แล้วผึ่ง
ข้าวเหนี้ยนึ่ง มาห่อ ขาวต้ม
ห่อข้าวหนม ใ้ส้ใส่ ใบตอง
หมู่พี่น้อง ฮักสา มัคคี
นุ่งซิ้นหมี่ ผ้าขะม้า แอ้มอาง
โส้งขากวัาง ขะม้า มัดเอว
เสื้อคอแม้ว ย้อมประดู่ ยัอมคาม
ไปเที่่ยวตาม ผู้สาวลงท่า
ไปเที่ยวหา สาวปลูกพักแฟง
ไปเที่ยวแปลง ปลูกพริกมะเขือ
ไปช่วยเหลือ สาวมั โฮัวสวน
ไปเที่ยวชวน กันเล่น กำฟ้า
เล่นสะบ้า หม่าอื่อ ลูกช่วง
เพื่นลงข่วง เข็นฝ้าย ต่ำผ้า
เพิ่นไปนา เกี่ยวหญ้า งัวควาย
หาบข้างงาย ไปไฮ่ ไปนา
เที่ยวผ้าป่า ต่างวัด บ้านไกล
หนุ่มชอบไป รับใช้ ผู้สาว
แต่ก่อนเก่า เพิ่นอยู่ เมืองพวน
ผู้บ่าวชวน กันเอ็ด คันใด
เป็ํนไม้ไผ่ คันใด ขึ้นหัว
ปีนเทงหัว นอนวอน สาวมัก
ถ้าสาวมัก สาวก่า คุยกัน
ฝาฟากกั้น เว้ากัน จำเสียง
 เว้าสำเนียง ผะหยา ว่ามัก
สาวบ่มัก สาวก่า บ่ปาก
หนุ่มจำจาก ลงจาก คันใด
แบกคันใด ขึ้นไป บ้านอื่น
ต่างชื่นมื่น กลางคืน เตือนหงาย
บ่ต้องอาย คุยไกล้ พ่อแม่
 แม่ตอแหล คุยช่วย ลูกสาว
บอกผู้บ่าว มาขอ ไวไว
จีได้ให้ ลูกสาว แต่งงาน
เอาตำนาน ก่อนกาล มาเล่า
ฟังผู้เฒ่า เว้าแต่ บูราณ
ตอนย้ายบ้าน มาอยู่ เมืองไทย
ย้านเสือใบ เสือรินทร์ เสือจวน
เพิ่นเลยชวน กันเอ็ด โฮ้บ้าน
พากันย้าน โจรลัก งัวควาย
ถ้ามักหลาย เฮ้อมา ขอแต่ง
ค่าบ่แพง ตามอีด ตามคลอง
สามสิบสอง กับสอง สลึง
ควายโตนึ่ง มาไว้ ไถนา
ผู้มีนา แบ่งมา เป็นเฮ่อ
บางคนเฮ้อ ทังงัว ทั้งเกวียน
มีฮอกเหรียญ จี้กับ สายสรัอย
 แหวนหัวพลอย หัวหิน เอือนทอง
บางคู่กอง ทุนมา รวมกัน
บางคู่นั้น ปลูกเป็น เฮือนหอ
บางคู่ห่อ เงินแถม เป็นพัน
 เป็นสวรรค์ ของลูก ผู้รวย
ได้เมียสวย ซ้ำรวย สินทรัพย์
ผู้ตกอับ คือลูก คนจน
ต้องดิ้นรน หาด้วย ลำแข้ง
ต้องให้แฮง งานอวด พ่อตา
บางคนก่ามีคนเห็นใจ
 ได้เข้าไป เป็นลูก เขยข้อย
เป็นผู้คอย รับใช้ พ่อตา
แต่งข้าวปลา ออกนา แต่เช้า
พายห่อข้าว เต้าน้ำ ทั้งควาย
เตรียมแอกไถ ทั้งควาย ทั้งคราด
บ่ได้ขาด จอบเสียม สู่อัน
ยามว่างผั้น เชือกไว้ ผูกงัว
เมียของตัว แต่งครัว อยู่บ้าน
 เลี้ยงลูกหลาน พี่ป้า ตายาย
ตกตอนสาย พายแห ลงหนอง
ฟายตะค้อง หว่านปลา ค่อใหญ่
ห้างซ่อนไซ ปลาไหล ปลาดหลด
 อันใดหมด หามา เตรียมไว้
หามาใส่ พาแลง พางาย
เลี้ยงงัวควาย ตักน้ำ ตำข้าว
หมี่งขาเจ้า นั่งสุขสำราญ
ทั้งลูกหลาน น้องเมีย แม่ยาย
เหลือแฮงหลาย เป็นลูก เขยข้อย
น้ำตาย้อย ใจฮัอน อ่อนแฮง
ยามมือแลง จั่งเห็น หน้าเมีย
 ค่อยหายเพลีย ลืมทุกข์ ลืมยาก
ทนลำบาก ก่อนพ่อ ตาตาย
จึงจี่กลาย เป็นเขย นั่งเมือง
ก่าต้องเปลื่อง แฮงมา บ่น้อย
นี้และข้อย ข้าเป็น ลูกเขย
คำพังเพย ลูกเขย คนจน
ต้องยอมทน ทุกมา แต่ก่อน
พอถึงตอน จี่ได้ สบาย
ดันมาตาย ไปก่อน พ่อตา
วาสนา บ่ได้ ครอบครอง
สมบัติของ พ่อตา แม่ยาย
มีมาหลาย ชั่ว อายุคน
หนีบ่พ้น บุญกรรม ทำมา
วาสนา บุญกรรม นำแต่ง
ตามแต่แฮง บุญ บารมี
พรรณา เป็นคำพีรวิถี ชาวพวน
ตามสมควร ที่ควร เฮียนรู้
พวนรุ่นปู่ มี เอกราช
 พวนมีชาติ มี ศาสนา
มีตำรา เขียน ภาษาพวน
 มีสำนวน สำเนียง คำเว้า
มีเทั้งเจ้า ผู้ครอง นคร
มีเซิ้งกลอน มีวัด มีวา
มีภาษา เขียนใส่ ใบลาน
 เสียงม่วนหวาน ลำพวน เป่าแคน
มีเขตแดน เวียงวัง คลังนา
ก่อนจี่มา สิ้นชาติ ขาดเมือง
ก่ามีเรื่อง จี่เล่า ต่อไป
ในสมัย พระเจ้า ตากสิน
ปีกุนสร้าง แผ่นดิน ธนบุรี
 องค์จักรกรี พระมหา กระบัตริย์ศึก
ยกพลศึก เข้าสิบสอง จุไท
บุกเข้าไป สิบสอง ปันนา
ย้อนเข้ามา ตีหลวง พระบาง
ยึดเชียงขวาง ไปฮอด เวียงจันท์
อยู่ในขัน ขอบทะ สีมา
ลานช้างมา อยู่ใน อำนาจ
พุทธศักราช สองสาม สองสอง
ก่อนยกกอง ทัพกลับ กรุงธน
กวาดต้อนคน ชาวลาว เวียงจันท์
มาช่วยกัน ทำมา หากิน
มาอยู่ถิ่น แดนดิน เมืองไทย
มารวมไว้ ที่ สระบุรี
แถวพาชี เลยมา โคราช
โอนสัญชาติ มาเป็น คนไทย
แทนสมัย กรุงศรี อยุธยา
ยุคพม่า กวาดต้อน คนไป
ถึงสมัย พระพุทธ เลิศหล้า
พระราชา แห่งชน ชาวไทย
เทรงไว้ใจ เจ้า อนุวงค์
ท่านประสงค์ ฮ่วมรัก สัมพนธุ์
เพิ่นแบ่งปัน สุวรรณเขต
แดนประเทศ เขตเมือง ชั้นโท
ให้เจ้า โย้ ราช บุตรา
เป็นพระยา เมืองจำปาศัก
ให้ลูกฮัก เจ้า อนุวาค์
 เพื่อตำรงค์ ฮักสา มัคคี
ความภักดี จากสอง พ่อลูก
 เพื่อหวังผูก พลุง ศรัทธา
สืบต่อมา มหา กระษัตริย์ไทย
พระองค์ไดั้ สวรรคต
พระโอรส สืบ ต่อ เวียงวัง
ชื่อพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว
จึงเขิญตัวทุกหัวเมืองราช
บ่ได้ขาด เจ้าเมืองเวียงจันท์
มาข่วยกัน ตามกำหนดการ
พระราชทาน เพลิง พระศพ
มาจนครบ กันทุกหัวเมือง
จึงมีเรื่อง ทีบ่ ตกลง
เจ้าอนุวงค์ แจ้งแถลงข่าว
คุยเรื่องราว การบ้าน การเมือง
เสนอเรื่อ ขอคืน คนลาว
พระนั้งเกล้า บ่ทรงประทาน
เพราะลูกหลาน เป็นไทยไปแล้ว
เสนอแนว เป็นไปบ่ได้
สุดวิสัย เพิ่นบ่ ประทาน
อยู่มานาน กว่าสี่ สิบปี
หน่อจักรี บ่ยอม ยกให้
ท่านน้อยใยกลับไปเวียงจันท์
นำเรื่องพลัน เข้าสู่สภา
หมู่เสนา อำมาตย์ในเมือง
รู้ศึกเคือง พระเจ้ากรุงไทย
บ่คืนให้ชาว ชนคนลาว
จึงยกเอากองท้ัพมาสู้
ตอนนั้นฮู้ อังกฤษ คุมคาม
เมืองสยาม กำลังมีภัย
กระษัตริย์ใหม่ อายุ ยังน้อย
คงจี่ดัอย ฝีไม้ ฝีมือ
 จึงได้ถือ เอาสา เหตุนี้
เข้ามาตี เอาเมืองโคราช
ตอนนั้นขาด เจ้าเมือง บ่อยู่
บ่มีผู้ บัญชา ทหาร
จึงต่อต้าน ทัพลาว บ่ไหว
ยึดเมืองได้ ภายใน เดือน สี่
ภายในปี สองสาม หกเก้า
แต่ก่าเข้า เมื่องบ่ ได้นาน
เพราะทหาร ไต้มา ล้มตาย
ได้อุบาย ของคุณ หญิงโม
ใช้อีโต้ กับมีด ทำครัว
เข้าตีหัว ด้วยสาก ตำข้าว
 เอาน้ำเหล้า มามอม ทหาร
เอ็ดตาหวาน มรรยา ผู้หยิง
ช่วยกันชิง มีดดาบ มาพัน
สาวพากัน ตายไป แทบหมด
ลาวกบฎ ฮีบพากันหนี
ไล่ตามตี บ่มี โต้ตอบ
ไปน้อมนอบ พึ่งต่าง ประเทศ
หนี้ข้ามเขต ไปขอ พึ่งญวน
ยกเมืองพวน เมืองสุย เชียงกัน
ทั้งเมืองจันท์ เมืองสอน เมืองสาม
 ให้เวียตนาม มาช่วย สงคราม
ทัพไทยตาม ไปสุด แตนญวน
จึงต้องชวน กัน ยกทัพกลับ
บ่ทันจับ เจ้า อนุวงค์
ญวนได้ส่ง น้ำใจ ไมตรี
เจ้าลาวหนี ไปเข้าเขตญวน
ทัพไทยหวน กลับคืนมาบ้าน
บ่เคยย้าน แต่บ่ ตามตี
ญวนพาหนี ไปสุด แนวป่า
เจ้าพระยา สุภาวดี
 อีกสองปี มีต่อ ตามมา
ข่าวลือว่าเจ้าอนุวงค์
จากเวียตกง ย้ายมาเมืองพวน
อยู่ในจวน ลูกเขย เจ้าน้อย
ข่าวนี้ลอย เจ้าสู่ กรุงศรี
หน่อจักรี องค์พระนั่งเกล้า
พร้อมทั้งเหล่าหมู่มุขเสนา
คิดขึ้นมา ยังนึก แค้นเคียด
ตัวเสนียด กบฎ ยังอยู่
อับอายหมู่ หัวเมือง ชั้นนอก
จึงให้ออก กฤษฎีกา
สั่งพระยา สุภาวดี
ยกไปตี ลัอมที่ เมืองพวน
เจ้าน้อยด่วน เข้าสวามิภักดิ์
 เพราะว่ารัก ประชา ชาวพวน
ย้านคนพวนมี อันตราย
จึงถวาย ให้ความ ภักดี
ข่วยนำชี้ เพราะเกรง มีภัย
พาไปล้อม ที่เขา เชิงไก่
ลุ่มน้ำไฮ ได้ทั้ง ครอบครัว
จึงนำตัว เข้ามา กรุงเทพฯ
สุดแสนเจ็บ ในหัวใจป่วน
ลูกเขยพวน นี้พึ่ง บ่ได้
สาปแช่งไว้ ให้มัน วอดวาย
ว่าพวนฮ้าย หมายอย่า ได้คบ
ให้พวนพบกับวิบัติภัย
อย่าเป็นใหญ่ อย่าให้ ได้ดี
หากทำดี จวนจี่ได้ดี
ก่อนได้ดี ให้ขี้ พวนแตก
ให้เมืองพวน มันแหลกสลาย
ให้มันตาย ตกไป ตามกัน
ขอให้มัน ใด้เป็น ขี้ข้า
อย่ามีหน้า อย่ามา เป็นนาย
ให้มันตาย ก่อนได้ เป็นให
อยู่มาได้ ครบขวบ เจ็ดวัน
เกิดความดัน โรคพระ โลหิต
 เสียชีวิต เพราะหัว ใจวาย
พระชนม์ ได้ ครบหก สิบปี
คำสาปนี้ มีบ่ ทันนาน
พวนเสียบ้าน เสียเมือง ต่อมา
ญานเข้ามา ยึดเอา เมืองพวน
ทหารญวน จำนวน สามพัน
ยกพลขันท์ เข้ามา ตีเมือง
มาเอาเรื่อง กับองค์ เจ้าน้อย
โทษว่าถ่วย คอยเป็น สายลับ
พาไทยจับ เจ้า อนุวงค์
ทรนง มาเข้า ข้างฝ่ายไทย
จึงจับไปคุมไว้ เมืองญวน
จ้บเจ้าพวน ประหาร ชีวิต
ลูกเมียติด คุกไว้ เวียนนาม
ตั้งเจ้าสาม ลูกพี่ ลูกน้อง
เข้าปกครอง เป็นเจ้า เมืองแทน
 ญวนมีแผน เจ้ามา ครอบครอง
ใน พศ สอง สาม เจ็ดหก
พวนก่าตก อยู่ใน อำนาจ
บ่ สามารถ ต่อต้าน กับญวน
 เจ้าสามพวน มาเข้า ข้างไทย
บ่ เลื่อมใส เอาใจ ออกห่าง
เซาะหาทาง ส่งข่าวถึงไทย
ให้ยกไป ตีเมือง พวนคืน
นำข่าวยื่น ต่อเจ้า กรุงไทย
พระอง์ได้ มีพระ บัญชา
ให้พระยา ธรรมา สมบุญ
นำทัพหนุน เข้าทาง เมืองน่าน
เอาทหาร เมืองสุโขทัย
เมืองพิชัย พิจิตร เมืองแพร่ =
เมืองสองแคว เมืองสวรรคโลก
ทั้งทางยก ทางน้ำ โดยเรือ
 มาช่วยเหลือ ขับไล่ พวกญวน
รามขบวน ที่หลวง พระบาง
เดือน สาม ย่าง สองสาม เจ็ดหก
รวมพลยก ตีหลวง พระบาง
 บุกเชียงขวาง เชียงคำ เชียงทอง
เข้าตีกอง ทัพญวน แตกพ่าย
ที่เหลือตาย ก็พา กัหนี
ไล่ตามตี ขับไล่ ทหาร
นำชาวบ้าน มารวม ตัวไว้
กันเฮ้อไกล จากอำ นาจญวน
แล้วชักชวน ไปหา ที่ใหม่
ในเมืองไทย ที่ ใหม่ ทำกิน
มีแผ่นดิน ทำกิน กวัางขวาง
มีที่ว่าง ทำกิน ถมไป
 จี่ได้ไกล จากทหาร ญวน
เจ้าสามชวน ชาวพวน เห็นดี
พากันหนี เจ้า มา พึ่งไทย
หาที่ใหม่ ห่างใกล สงคราม
ส่วนเจ้าสาม ท่านบ่ ชักช้า
ตั้งเจ้า สา กับเจ้า สาลี่
มอบหน้าที่ เป็นเจ้า เมื องแทน
ย้านญวนแค้น วางแนน เข้าไทย
มาอยู่ใน จังหวัด หนองคาย
ลาวฝั่งซ้าย กาย้าย มาอยู่
ผักอึ่ตู่ หมู่เผอ หมู่มัน
ชาวพวนนั้น ส่วนมาก นำพา
ในบัญชา ทหาร เมืองหนือ
บ่ มี่เฮือ แต่หา ไม้ใผ่
มารวมไว้ ที่ แม่ น้ำน่าน
ช่วยทหาร มาต่อ เอ็ดแพ
นำพ่อแม่ ลูกเมีย ลงไป
แพไม้ไผ่ จี่บ่ ได้ แยกกัน
ล่องน้ำน่าน ผ่านไป สองแคว
บางกลุ่ม แจวถึงปาก น้ำโพ
ออกไปโผล่ เมืองสิงห์ บุรี
ไปหยุดที่ อำเภอ เมืองพรห์ม
 ดินอุดม เหมาะสม ทำนา
หมู่ ปู ปลา อาหาร มีมาก
จึงขอฝาก ชีวิต ไว้นี้
เพราะดินดี มีน้ำ สมบูรณ์
คงเกื้อกูล มีอยู่ มีกิน
ทรัพย์ในดิน มีสิน ในน้ำ
พากันปล้ำ ไม้ปลูก เฮือนชาน
มาแปลงบ้าน จับจอง ที่ดิน
อยู่รวมถิ่น เมืองพรหม บุรี
ในพื้นที่ ของประ เทศไทย
 อยู่ภายใต้ โพธิ สมภาร
ในรัชกาล องค์พระ นั่งเกล้า
พศ เข้า สองสาม เจ็ดเจ็ด
เพิ่นก่าเอ็ด ทะเบียน คนไทย
ผู้ชาย นาย หญิงนำ อำแดง
ต่างก่าเปลง สัญชาติ เป็นไทย
 กล่าวถึงใน เมืองพวน เชียงขวาง
ผู้ชร้าง มาจาก ถิ่นเก่า
เป็นลูกพี่ ลูกน้อง ครองแทน
ชาวพวนแค้น เจ้าสาม หนีไป
 บ่ พอใจ เจ้าสา สาลี่
เป็นคนที่ เจ้าสาม ตั้งไว้
 จับตัวได้ แล้วนำ มาฆ่า
แล้วเสาะหา เจ้าเมือง คนใหม่
ข่าวนี้ได้ ตกไป ถึงญวน
จึงปลดตรวน ออกให้ เจ้าโพ
 บุตรคนโต ขององค์ เจ้าน้อย
พร้อมทั้งปล่อย มาทั้ง ครองครัว
 แล้วเชิญตัว ไปครองเวียงวัง
ได้แต่งตั้ง ให้เป็น ทายาท
เป็นราชาธิราช คนพวน
ตามสมควร แทนองค์ บิดา
ครองเมืองมา บ่ช้่า บ่นาน
ตัวของท่าน สวรรคาลัย
มอบเมืองให้เจ้าอุง ผู้น้อง
เข้าปกครอง มาอีก บ่นาน
ให้เจ้าอุง ยกมา สมทบ
มารวมรบ ขับไล่ จีน ฮ่อ
มาร่วมต่อสู้เอา เชียงคำ
ใด้ถลำนำทัพ เช้าตี
แต่เสียที จีนฮ่อ ฆ่าตาย
ญวนแตกพ่าย หนีไป แต่ตัว
ที่บ้านหัว แขวงเมือง เชียงคำ
ข่าวนี้นำ ไปฮอด กรุงไทย
จึงสั่งให้ กองทัพ เวียงจันท์
ไปโฮมกัน กับหลวง พระบาง
บุกเชียงขวาง ไปปราบ พวกฺฮ่อ
เข้าตีต่อ พวกฮ่อ พ่ายหนี
แล้วแต่งตั้ง องค์เจ้า ขันที
เป็นลูกพี่ ลูกน้อง เจ้าิอุง
ให้ครองกรุง สืบมา อีกครั้ง
จนฝรั่ง เข้ามา ครอบครอง
ฝั้งซ้ายของ อินโดจีน
พวนก็สิ้น สูญเสีย ชาติมา
ดวงชตา ดุจเีดียว กับมอญ
เมืองแต่ก่อน หงศาวดี
พม่าตี เอาเมือง มอญได้
พอตกไป ขึ้นกับ อังกฤษ
เลยหมดสิทธิ์ ในอาณาเขต
ชื่อประเทศ ลงใน แผนที่
ชื่อบ่มี ในแผน ที่โลก
ต้องอับโชค เสียเอกราช
ประชาชาติ บ่มา รับรอง
เป็นกรรมของ คนพวน คนมอญ
พากันร่อน มาอยู่ เมืองไทย
อยู่ภายใต้ โพธิสมภาร
 ต้องประการ ฉนี้แล

ต่อไปนี้ จี่ขอ ต่อกลอนเข้า
ให้หมู่เจ้า รุ่นหลัง ได้ฟังต่อ
เป็นกลอนแปด พอแอมปากแอมคอ
ให้ฟังต่อ เติมตาม ลำดับไป
อยู่เมืองพวน สำนวน เป็นกลอนเซิ้ง
ตามชั้นเชิง ของคมเคียว คันไถ
อยู่เมืองไทย เขียนกลอน แปดไทย
 สัมผัสได้ ทั้งใน นอกคำ
แต่ภาษา ยังใช้ คำพวน
บางคำพวน ผิดพลากถลำ
อย่าถือโทษ อาจผิดถ้อยคำ
 พี่น้องจำ เรื่องเรียง ก็เพียงพอ
อันตัวของ คมเคียง คันไถ
ก่าเกิดใหม่ ใหญ่บ่ ทัน พศ
ฟังเล่ามา คันคว้า หาต้นต่อ
 คงจี่พอ ต่อความ เข้าใจดี
แต่ก่อนมา เป็นอย่างไร บ่เคยเห็น
เพียงแต่เป็น ข่าวแจ้ง แหล่งวิถี
พระคริสเกิด จากสาว พรมจารี
ท่านเกิดโดย บ่มี องค์บิดา
เหมือนดังองค์ พิสุทธ พุทธเจ้า
เดินเจ็ดก้าว มีดอกบัว ผุดต่อหน้า
อย่างนี้เฮา ก่าฟัง เพิ่นเล่ามา
ได้มาพบ ถิ่นดี ที่อยู่ใหม่
มีน้ำดี ดินอุดม ก่าสมใจ
ตั้งอยู่ใน เขตลุ่มน้ำ เจ้าพระยา
บ่อนนี้คือ อำเภอ พรมบุรี
ชาวพวนต่าง ยินดี กันทั่วหน้า
พากันจอด หยุดแพ และนาวา
ต้อนเอาครอบครัว มาไว้ โฮมกัน
พากันจอง ที่ปลูกบ้าน ทีฺ่ทำกิน
สำรวจดู ที่ดิน ขมีขมัน
ไปตัดไม้ มาปลูก แปลงเฮือนกัน
ตัดเอาเสา ช่วยกัน ล่องน้ำมา
เสาต้นใหญ่ ปลูกให้ ไต้ถุนสูง
ช่วยกันออก แฮงจูง มาแต่ป่า
ลงแม่ีน้ำ พยุงลาก ลอยมา
ช่วยกันปลูก โครงหลังคา สามัคคี
เอาแฮงกัน หลังละวัน ช่อยกันไว้
บัดเฮือนเฮา เชาจี่ได้ ช่วยเต็มที่
ฝ่วยผู้หญิง ให้ไพหญ้า แฝกคาดี
ไก่ปลามี จับมาแกง เอาแฺฮงกัน
อยู่ต่อมา อีกบ่นาน ปลูกบ้านแล้ว
ต่างก่าแผ้ว ที่แปลงนา แข็งขยัน
ปลูกข้าวเลี้ยง ญาติมา หากินกัน
ปลูกหม่าเผ็ด หม่าเขือ มัน ฟักแฟง
เริ่มเฺิอ็ดไฮ่ เอ็ดนา มาหนี่งปี
เริ่มต้นมี ปัญหา น่ากินแหนง
พอเตือนสิบ เืดือนสิบเอ็ดน้ำมาแฮง
 น้ำบ่าแรง เข้าไป ในไฮ่นา
เป็นเพราะเคย อยู่แต่ พื้นที่ดอน
ทีึ่ราบสูง แต่ก่อน ตีนภูผา
บ่คุ้นเคย นั่งเฮื่อ พายไปมา
น้ำไหลท่วม ทุ่งนา น่าเสียดาย
น้ำหนุนขึ้น ท่วมแป้น แผ่นกระดาน
บนจั่วเฮือน ปูฮ้านบ้านไม้ไผ่
ลูกใส่เปล ผ้าตู้ม อุ้มเอาไว้
ยามค่ำคืน หันไป ทางเมืองพวน
เห็นภูเขา วงพระจันทร์ ซันสู่ฟ้า
เห็นไฟเทง เขาภูคา มาคิดหวล
เขาเผาไฮ่ เขาพระงาม เห็นเป็นควัน
นึกถึงเขา ภูพาน กลั้นน้ำตา
เมียบอกผัว ว่าตัวข้อย ยู่บ่ใด้
ข้อยยากใจ ขอไป ตาย ภายหน้า
ย้านตะเข้ โตใหญ่ มันว่ายมา
ขึ้นมาอ้า ปากใส่ ในเฮือนครัว
อันว่าเสือ ตัวใหญ่ อยู่ในป่า
ก่ายังว่า ยิ่งหนี ไปออกได้ทั่ว
บนแผ่นดิน หนีได้ บ่ต้องกลัว
ในน้ำนี้ จี่พาตัว ไปทางเลอ
ถ้าลูกน้อย หลุดพก ตกลงน้ำ
มุดดำเอา ลูกบ่ใด้ อาศัยเผอ
ข้อยกับเจ้า จี่เองลูก ได่อย่างเลอ
บ่เคยเจอ น้ำน่าบ้าน ก่อนบ้านเฮา
ไปเท้าะเฮา ไปหา ที่อยู่ไใหม่
ไปเอ็ดนา เอ็ดไฮ่ อยู่ไกล้เขา
อยู่ที่ดอน คือบ้าน เก่าของเฮา
น้ำหลายเฮา อยู่บ่ใด้ ใจบ่ดี
ต่างครอบครัว ต่างปรึกษา หารือกัน
 แบ่งสามกลุ่ม แยกกัน คนละที่
กลุ่มแรกอยู่ ที่เิดิม บ่ยอมหนี
อำเภอพรหม แห่งนี้ บ่ยอมไป
กลุ่มเดิมมี บ้านเสาธง กุฎีทอง
บางน้ำเชี่ยง มีลำ คลองใหญ่
บ้านโพธิ์เอน บ้านอุตตะมะพิช้ย
บ้านโภคาภิวัฒน์ใน พรหมบุรี
กลุ่มที่สอง แยกลง ตะวันตก
มรดก ยกให้ คนพื้นที่
ไปอยู่บางปลาม้า สุพรรณบุรี
 เก้าหมู่บ้าน มีบ้านหมี่ บ้านดอกบัว
มะขามล้ม บ้านด่าน บ้านลานคา
สูตรอุดาุมพร บางปลาม้า มีซุกหัว
บ้านเก้าห้อง บ้าน กกม่วง มาสร้างตัว
บ้านไผ่เดียว รวมต้ว ที่สุพรรณ
กลุ่มที่สามแยกมา ลพบุรี
เขาสามยอด ลงที่ บ้านน้ำจั้น
ดอนพุฒกับมะขามเรียง ไปด้วยกัน
สระบุรี ที่นั้น เป็นอำเภอ
อยู่น้ำจั้น เขาสามยอด คับเคบไป
บ้านกลับเก่า ย้ายไป บ่ฟังเผอ
บ้านกลับคลอง กลับสองคอน ย้ายไปเจอ
เข้าไปอยู่ ทุ่งอำเภอ เขตหนองโดน
ลพบุรี ก่ามีเมือง หนุมาน
ศาลพระกาฬ ตำนาน เคยเล่นโขน
ที่โคกกะเทียม ถนนใหญ่ มีที่โนน
ถนนแคนี้ มีโพน ดินดำดี
ถนนแค แต่ก่อนคือ บ้านเชียงงา
 บ้านทรายคือ โคกพุทรา สับเปลี่ยนที่
ปี สอง สาม เจ็ดแปด มาลพบุรี
ตอนหล้งย้าย ไปบ้านหมี่ เอาชื่อไป
สรุปแบ่ง ภาคใหญ่ เป็นนัยว่า
 ย้ายจากเมือง พรห์มมา กันใหม่ใหม่
กลุ่มที่สามใต้แบ่ง ภาคออกไป
โคกระเทียม ถนนไหญ่ บ้านเชียงงา
กลุ่มบ้านทราย ย้ายมาอยู่ โคกพุทรา
 ปีต่อมา กลุ่มเชียงงา ย้ายมาใหม่
ออกจากเขา สามยอด บ่ไกล้ไกล
มาอยู่ใหม่ ชื่อบ้าน ถนนเชียงงา
มาตั้งอยู่ ตะวันออก กลุ่มบ้านทราย
เขาสามยอด บ่ขยาย ย้ายมาหา
มาฮ่วมกัน สร้างวัด สร้างศาลา
มาเอ็ดไฮ่ เอ็ดนา ปลูกป่าปอ
พระภิกษุ ชื่อหล้า มาจากลาว
มาตามหา พี่สาว ชื่อว่า ถอ
ท่านคูบา นาวา เป็นต้นตอ
สร้างอุโบส์ถ กับบ่อ น้ำบาดาล
ยังปรากฎ ให้เห็น เช่นวันนี้
ถนนแค โบส์ถเ่ก่ามี อยู่นะหลาน
ที่บ้านทราย อุโบส์ถหลังคลายกัน
บ่อบาดาลนั้น อยู่บ้านถนนเชียงงา
อยู่บ่นาน กลุ่มบ้านทราย ก่าย้านบ้าน
ยกให้เป็น ผลงาน ภิกษุหล้า
เพิ่นธุดงค์ ถิ่นไกล ไปพบมา
ไปเจอน้ำ วังเดือนห้า ตลอดปี
จึงชักชวน ชาวพวน กลุ่มบ้านทราย
ที่แห่งเดิม ขยาย บ่เต็มที่
ที่บ้านหมี่ มีที่ว่าง อยู่มากมี
ที่ลุ่มดี มีวังน้ำ และลำคลอง
ย้ายคร้งนี้ กลุ่มเชียงงา ย้ายมาก่อน
กลุ่มบ้านทราย รื้อถอน ครั้งที่สอง
โดกพุทรา เฮ้อนา ผู้อื่นครอง
แลกมีดโต้ กับผ้าจ๊อง สองสามวา
กลุ่มเชียงงา มาตั้ง บ้านหัวเขา
มีบ้านเ๋ซ่า บ้านหมี่ ทะเลหญ้า
ราษธานี โพนทอง บ้านเชียงงา
หัวยแก้วมา บ้านกลางสว่างอารมณ์
กลุ่มบ้านทราย ขยายต่อบ้านกล้วย
 มีลำห้ย ใ้ห้อาศัย ไกล้อาสรม
หินปักเหนือ หินปักทุ่ง อยู่เหนือลม
หินปักใหญ่ เกลียวกรม บ้านขามเอน
วังเหนือไต้ ไปวังกะพี้น้อย
ถนนลาดยาง มะตอย มีให้เห็น
วังกะพี้ใหญ่ ถนนใช้ สองเลน
จากบ้านหมี่ เดินเส้น โคกสำโรง
บ้านดอนดึก ก็ขยาย กันออกไป
สระกระเบื้อง กลางกลุ่มไทย ไปสุดโต่ง
ภาษฎรขนมจีน เขตตาคลี บ้านหมี่โยง
ไผ่ใหญ่ หนองคู ตรงต่อกันมา
กลุ่มโคกระเทียม มี สระเตย และเนินยาว
มะขามเฒ่า ต้นมะขาม งามหักหนา
มีสามต้น ห้าอุ้ม คลุมอาวา
แปดร้อยปี เฒ่าชรา อยู่ ทานทน
สำโรงน้อย สำโรงโหญ่ ต่อไปอีก
ไปอยู่ซีก ทางบ้านทราย ไกล้ถนน
จากมะขามเฒ่า เดินไป ไกลเหลือทน
ทุ่งกว้างใหญ่ โจรปล้น ควายทุกปี
โคกสำโรง บ้านหลุมข้าว สะพานขาว
บ้านสามแยก ทางหลวงยาว ผ่านพื้นที่
พรมทินเหนือ พรมทินใต้ มีของดี
หนองหอย โรงนามี ทางแยกไป
เกือบลืมชื่อ บ้านสระใหญ่ วังหัวแหวน
บ้านโคกคม ก่ามีแฟน พวนส่วนใหญ่
วังขอนขว้าง มีคนพวน ปนเปไป
สระเตยน้อย สระเตยใหญ่ บ้านวังเวิน
กลุ่มลาวเวียง มีกกโก โคกสำพาน
ดงสวอง ปลูกบ้าน ที่โคกเขิน
ห้วยเปี่ยมท่า ศาลา ชอบกระเทิน
หนองแขม บ้านดงเพิ่น เป็นไทยลาว
สระมะเกลือ บ้านป่ากล้วย บ้านท่าแค
เขาสามยอด เป็นลาวแท้ หนองบัวขาว
สระพานนาค สระพานจันท์ ก่าไทยลาว
เขาพระงาม คนลาว เขาภูคา
กลุ่มพุดา เป็นหมู่บ้าน ลาวเวียงจันท์
มาตั้งหมู่ บ้านกัน ตามภาษา
อาศัยกิน น้ำซับ เขาภูดา
พอต่อมา เกิดโรค ที่พื้นตีน
หมอยาเรียก ว่าโรค คุดทะลาด
เกิดขี้โม้ ระบาด เลยย้ายถิ่น
มาหาที่อยู่ใหม่ เข้าทำกิน
 เลยย้ายถิ่น มาอยู่ สระตาแวง
หนองเกวียนหัก โคกสุก บ้านลาด
 มาตั้งบ้าน ตามเครือญาติ ตามถิ่นแถว
หนองน้ำทิพย์ บ้านคลอง จี่เฮือแจว
 บ้านห้วยโป่ง หนองคู แถว โคกสำโรง
ลาวกับพวน ต่างก่าชวน กันแยกหมู่
ผักอี่ตู่ ตามเชื้อแถว เชื้อแนวโขลง
บางอย่างต่าง ประเพณี ต้องยึดโยง
วันสารท เลี้ยง ผีส่ง คนละวัน
พวนบางกลุ่ม อาจเคยอยู่ ปนลาวมา
บางกลุ่มปน ภาษา คำลาวผัน
อย่างบ้านกลับ อาจปน ลาวเวียงจันท์
 ตอนแยกมา จากน้ำยั้น ลพบุรี

บ้านกลับว่า : เจ้าจี้ไป ก้าเล้อ
บ้านทรายตอบ : ข๊อยไปหาลูกเพ๊อ บ๊านเจ๊านี๊
หลุมข้าวว่า : เฮาหาลูกใภ้ บ้านใด๋ดี
บ้านกลับ :โอย ก้ามีลูกสาวผู้ ข๊าวงาม
หลุมข้าว :ลูกสาวงาม จี่ขอแต่ง เท่าใด๋
บ้านทราย : ข๊อยจี่ขึ้น บ๊านไป ขอกินน๊าม
โคกกะเทียม : เฺฮาจี่ขึ้น ไปหมึ่งผู้สาวงาม
บ้านกลับ : อี้แม่โอย มาตักน้ำ สู้เพิ้นกิน
หลุมข้าว : บักทองมึง กับกู ไปเุถี่ยวใด๋
บ้านทราย : บ้าทอง โตกับกัน ไปเถี่ยว กระฐิน
บ้านกลับ : ไอ้ทองโตกับเฮาไปเที้ยวหากิน
โคกกะเทียม : เฮ่ยทองเฮาไปเ๋ซาะ กินเหล้าคุยสาวพวน

เรื่องชาวพวน อพยพ จบเท่านี้
อาจขาดปราจีนบุรี เฉพาะส่วน
อย่าง นครนายก ก่าชาวพวน
ยังบ่ได้ ประมวล ขบวนการ
แต่งแต่พวน ลงมาอยู่ พรหมบุรี
ทีึ่ลงแพ จากที่ แม่น้ำน่าน
ปังปู่ย่า ตายาย เว้า แต่บูราณ
ให้บรรดา ลูกหลาน ฟังทุกคน
อาจจี่ผิด ขาดตก บกคร่องไป
ขอน้อมรับ แก้ไข ให้เกิดผล
ขอ อภัย หากจะไม่ ถูกใจคน
คมเคียว ก่าคน ถือคันไถ ชาวนาเอง

โดย คมเคียว คันไถ

samedi 5 avril 2008

Somport parle de มะขามเฒ่าบ้านเกิด Makhamtao, son village Laos-Phoin


มะขามเฒ่าบ้านเกิด
บ้านมะขามเฒ่าเป็นหมู่บ้านเล็กๆของตำบลหนองทรายขาว อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี มะขามเฒ่าแบ่งออกเป็นสองหมู่บ้าน คือ หมู่ที่ ๑ และ หมู่ที่ ๒ มีบ้านอยู่ประมาณ ๑๐๐ กว่าหลังคาเรือนซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯมาประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร อยู่ทางทิศเหนือของกรุงเทพฯ ชาวบ้านมีอาชีพเป็นชาวไร่ชาวนา
ขอพูดถึงประวัติดั้งเดิมซึ่งคิดว่าคงไม่มีใครรู้ดีว่าคนที่ใช้ คำสัญญานามว่า “คมเคียวคันไถ” ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของข้าพเจ้า นายสมโภชน์ กางกรณ์ จึงขอเอามาลงแทนที่ข้าพเจ้าเขียนไว้เป็นภาษาฝรั่งเศส ดังนี้
เมื่อปี พ.ศ. 2431 มีครอบครัวชาวพวน 7 ครอบครัว อพยพมาจากบ้านโคกกระเทียม ได้เเก่ครอบครัวพ่อเฒ่าเอี่ยม, ครอบครัว พ่อเฒ่าอ่ำ , ครอบครัวพ่อเฒ่าทัด , ครอบครัวพ่อเฒ่าสาลี , ครอบครัวแม่เฒ่าพรม ,ครอบครัวแม่เฒ่าฮอง , ครอบครัวแม่เฒ่าจันดี แต่ละครอบครัวต่างมีลูกหลานติดตามมาเป็นเด็กเล็กบ้าง เด็กรุ่นหนุ่มสาวบ้าง และ ในบรรดาเด็กรุ่นนั้นมีป้าอุมมากับป้าคำ สองพี่น้องพลัดจากพ่อแม่ที่หลวงพระบาง แม่เฒ่าพรมพบจึงรับไว้ และได้อพยพติดตามมาด้วยกันทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เดินมาเพื่อต้องการหาถิ่นฐานที่ทำกินเดินทางบุกป่าฝ่าดงจนกระทั่งมาพบต้นมะขามเฒ่ายักษ์ ยืนสงบอยู่ใกล้หนองน้ำ บริเวณนั้นมีเนินดินกว้างและมีหนองน้ำขนาดใหญ่ น้ำใสสะอาดและร่มรื่นมีร่องรอยของสัตว์ป่าหลายชนิดมาลงกินน้ำเนินดินนั้น กว้างและสูงพ้นจากน้ำท่วมน่าจะเคยเป็นที่อยู่ของคนสมัยโบราณมาก่อน หนองน้ำและเนินดินกว้างใหญ่นี้จะต้องเกิดมาจากการขุดดินในหนองมาถม เพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยของคนสมัยนั้นและที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ ขุดดินลงไปก็เจอถ้วยชาม ไหแตก ที่เป็นดินเผาเเละต้นมะขามเฒ่านั้นมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่เท่าต้นมะขาม 1 ต้น ขนาดรองอีก 1 ต้น จึงทำให้สันนิษฐานได้ว่า ณ ที่เเห่งนี้อาจจะเคยเป็นวัดหรือที่บำเพ็ญทางศาสนามาก่อน
หลังจากสำรวจรอบนอกเนินดิน ก็เป็นที่ราบลุ่มเหมาะสำหรับเป็นที่ทำนาแล้วคณะผู้อพยพจึงตกลงกันตั้ง
หมู่บ้านขึ้น โดยใช้ชื่อว่าหมู่บ้าน”มะขามเฒ่า”โดยเอาต้นมะขามเฒ่าริมหนองน้ำเป็นศูนย์กลาง ทิศตะวันออกบริเวณ หนองน้ำ กั้นไว้เป็นเขตวัด ด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันตกเฉียงเหนือให้จับจองเป็นที่อยู่อาศัยแล้วก็บุกร้างถางพง ทำนาปลูกข้าวพัฒนาหนองน้ำให้กว้างขึ้นเพื่อน้ำอุปโภคบริโภคตลอดปี สร้างเหมืองฝายทดน้ำเข้ามาใน
หมู่บ้านพร้อมทั้งสร้างวัดขึ้นมาเพื่อทำนุบำรุงพระศาสนา โดยมีหลวงน้าไพ เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ต่อมาอีกไม่นานก็มีครอบครัวพ่อเฒ่าเพียร พ่อเฒ่าสินทา พ่อเฒ่าเพชร สามครอบครัวย้ายจากบ้านทราย มาตั้งหมู่บ้านอยู่ที่ทุ่งนา จึงเป็นหมู่บ้านทุ่งใหญ่ปัจจุบันนี้ ต่อจากนั้นก็ร่วมพัฒนาวัด ศาลา โรงเรียนเอง โดยมิได้ออกไปเรี่ยไรเงินจากที่ใดๆเลย นับว่าเป็นการร่วมมือร่วมใจสามัคคีกันอย่างเป็นปึกแผ่นจริงๆ ในสมัยนั้นฝนตกตามฤดูกาล ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ จนกล่าวกันติดปากว่า บ้านมะขามเฒ่า
“ข้าวเต็มนา ปลาเต็มฮ่อง” “หม่าเผ็ดเต็มโพน หม่าโต่นเต็มคั้ง”
ในทางศาสนานั้น อาจารย์วัดคนแรก คือ หลวงน้าไพ ท่านมาจากตระกูลแม่เฒ่าพรมตั้งแต่กลุ่มอพยพ รุ่นแรกนั้นมีบุคคลสำคัญสองท่านเดินทางมาด้วยคนแรก คือ เด็กชายสันทา อายุ 6 ปี เด็กชายอ่ำ อายุ 1 ปี ที่อองหลังพ่อมา ตอนแรกทั้งสองท่านนี้ ต่อมาคือพระครูสันทา ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสระเตย สันทานุสรณ์ และพระครูอ่ำ อุตตโม ผู้ก่อตั้งวัดโรงเรียนมะขามเฒ่า อ่ำราษฎร์ประดิษฐ์ หลังจากหลวงน้าไพถึงแก่กรรม พระครูอ่ำอุตตโม ก็ได้รับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสแทน ท่านก็พัฒนาวัด และก่อตั้งโรงเรียนอ่ำราษฎร์ประดิษฐ์ขึ้นมา การศึกษาเริ่มต้นจากโรงเรียนวัด ต่อมาเมื่อสร้างโรงเรียนขึ้นมาแล้วทางราชการก็มา สนับสนุนด้วยดีตลอดมา ทางด้านประเพณีท่านก็นำสืบทอดเสมอมา เช่น สู่ขวัญข้าว สู่ขวัญควายเดือนอ้ายเดือนยี่ เดือนสาม สามค่ำเดือนข้าวหลาม ข้าวจี่ เดือนสี่บวชนาค เดือนห้าสงกรานต์ เดือนหกเวียนเทียน เดือนเเปดเเห่เทียนพรรษา เดือนเก้าห่อข้าวสารทพวน เดือนสิบทอดผ้าป่าสามัคคี เดือนสิบเอ็ดทอดกฐิน เดือนสิบสองทำบุญเทศน์มหาชาติ ข่วยกระจาด
เเต่ก่อนๆนั้น วันดีคืนดีจะมีเเก้วมณีเรืองเเสง เขียว เเดง เหลือง ลอยออกมาจากต้นมะขามไปทาง ตะวันออกทางโบสถ์พรหมทินใต้เเละโนนเจดีย์หรือบางครั้งลอยไปทางตะวันตก ถ้ำเขาสาริกา เเละที่เเน่นอนที่สุดก็คือมะขามเฒ่าเเห่งนี้ผลิตนักปราชญ์ทางศาสนามาเป็นเจ้าอาวาสปกครองพระ
สงฆ์มาเเล้ว 10 องค์ เป็นเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล อุปัชฌาย์ พระครูฎีกา พระอธิการ ฯลฯ สิ่งมงคลที่มีอยู่ในมะขามเฒ่าต้นนี้จะมีส่วนบันดาลหรือไม่ ข้าพเจ้ามิอาจจะลบหลู่ได้
หนังสือเล่มนี้ ข้าพเจ้าแต่งเป็นกลอนเซิ้ง ซึ่งเป็นคำเซิ้งที่ชาวพวนแต่งสำหรับแห่งนางแมว แห่บั้งไฟ เซิ้งนางกวักสมัยโบราณ ข้าพเจ้านำมาดัดแปลงผสมกับกลอนแปด เพื่อปรับให้คนสมัยใหม่อ่านง่ายขึ้น การใช้คำภาษาก็ปนเปกับคำพวนและไทยผสมกันเป็นการเล่าประวัติความเป็นมาของคนสมัยก่อนที่อพยพมาตั้ง
หมู่บ้านมะขามเฒ่า ซึ่งข้าพเจ้าได้ฟังปู่ ย่า ตา ยาย เล่าต่อกันมา จึงเล็งเห็นว่านานไปคนรุ่นหลังอาจจะ ไม่รู้ความเป็นมาของหมู่บ้านมะขามเฒ่าของเรา จึงขึ่นเป็นคำกลอนเซิ้ง เพื่อให้กลมกลืนกับวัฒนธรรมพื้นบ้าน
ของคนพวน ดังต่อไปนี้.....
หากผิดตกบกพร่องข้าพเจ้าขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่หากจะมีส่วนดีมีประโยชน์สำหรับการเรียนรู้อยู่บ้าง ข้าพเจ้าขออุทิศความดีเหล่านี้ให้กับบรรพบุรุษชาวไทยพวนที่ย้ายมาบุกร้างถางพงในสมัยครั้งก่อนโน้นด้วยเทอญ
คมเคียว – คันไถ

จี่ขอเว้า ความเก่า ครั้งก่อน
จี่ขอย้อน ปางก่อน ความหลัง
เป็นกลอนเซิ้ง เฮ้อหมู่ เจ้าฟัง
คราวมาตั้ง มะขามเฒ่า ชาวพวน
หมู่ผู้เฒ่า เพิ่นเว้า มาว่า
คนโคกกะเทียมบ่มี นาสวน
ปี สอง สี่ สาม หนึ่ง ชาวพวน
เจ็ดครัว ชวนย้าย ของหาบมา
พ่อเฒ่าเอี่ยม พายบั้งน้ำใหญ่
ชิงดักไก่ หน้าไม้ ใส่บ่า
มัดมีดจอบ ไม้คาน หาบมา
เมียห่อผ้า หิ้วกะต่า หม้อทอง
เฒ่าทัด เเบกปืน คาบศิลา
ถือมีดพร้า ออกหน้า นำร่อง
ลูกคนโต หาบเครื่อง หาบของ
ลูกผู้รอง อองน้อง ป้องลม
เฒ่าอ่ำ อุ้มลูกอ่ำ ขี่คอ
ขะม้าทอ โพกหัว เอ็ดฮ่ม
ลูกเพิ่นคือ พระครูอุดม
คุณากรปฐมหมู่เฮา
เฒ่าจันดี มีสองพี่น้อง
แม่เฒ่าฮองเพิ่นเป็นป้าเขา
พายข้าวสารถ้วยจานหาบเอา
เครือหูกเหามัดนาบหาบมา
แม่เฒ่าพรม ห่อผ้าจูงหลาน
ผัวแบกขวานหอบตานนกป่า
ป้าสาลีหาบเครื่องของมา
พระครูสันทาวัยห้าหกปี
ป้าอุมมา ป้าคำพี่สาว
หนีจากลาวอายุสิบสี่
พลัดแม่พ่อ แกวฮ่อ ต่อตี
น้องและพี่แล่นหนีสงคราม
หมู่นี้คือแต่กกแต่เค้า
เพิ่นก่าเว้า เจอะต้นมะขาม
ต้นใหญ่เฒ่ายืนเฝ้าหนองน้ำ
เหนือต้นขาม มีต้นโพธิ์ไฮ
วางหาบปง ย่างลงกินน้ำ
ข้าหนองนี้ มีฮังไข่ไก่
ฮอยเก้งกวาง สัตว์ป่าลงไป
น้ำเสอใส ปลาใหญ่ ลอยตาม
บ่อนนี้คือ ที่อยู่ ชุ่มเย็น
บ่อนนี้เป็น ที่คนเกรงขาม
บ่อนนี้เหมาะ ก่อตั้ง อาราม
ต้นมะขาม อายุยืนยาว
หนองน้ำใหญ่ ยังมีโนนใหญ่
ขุนดินไป เจอถ้วย ไหเก่า
อาจเป็นบ้าน กาลก่อนหมู่เฮา
พุทธเจ้า บันดาล ให้มา
ที่ลุ่มดี มีหนองหมูลง
ไม้ไผ่บง ก่ามี เต็มป่า
เกี่ยวหญ้าแฝก มามุง หลังคา
ไม้ในป่า มาแปลงเฮือนงาม
เนินกว้างใหญ่มีไม้มงคล
มีสามต้นกอใหญ่ไม้ขาม
มะขามเฒ่า บ้านเฮาเรืองนาม
พันธุ์ไม้งาม ทุ่งเขียวขจี
มาหมู่เฮา พร้อมลูกและหลาน
มาตั้งศาลกราบกรานเจ้าที่
เอาดอกไม้ ธูปทองของพลี
ขอพื้นที่ปลูกบ้านฮ้านนอน
ต่อจากนั้นพากันตั้งเตา
พักหุงข้าวมาเซาแฮงก่อน
ผู้ชายไป ยิงไก่-พังพอน
เซาะหาบ่อน ที่ไร่ ไฮ่นา
ฝ่ายแม่หม้ายผู้บ่มีผัว
กลัวว่าตัวบ่มีผู้หา
ฮีบจองที่ก่อนผู้ชายมา
ต่างฮีบพากันมาจองเอา
เดือดร้อนจริงหญิงที่มีผัว
เกรงที่ตัวจี่บ่ได้คือเขา
ทิ้งหม้อข้าวฮีบไปยาดเอา
มีคำเว้าต่อ ต่อกันมา
ว่าบ้านนี้เป็นเมืองแม่หม้าย
พวกผู้ชายไร้วาสนา
ผัวมักตายก่อนภรรยา
ผู้หญิงพากันตั้งบ้านเอง
ปลูกบ้านแล้วก่อสร้างศาลา
เจ็ดหลังคาเผอบ่ข่มเหง
ต้นมะขามคนขามยำเกรง
หมู่นักเลงบ่มาก่อภัย
อีกบ่นานบ่ทันสิบปี
มีคนดีย้ายที่มาใหม่
ลุงพียร-สันทา มาแต่บ้านทราย
ลุงเพชรย้ายมาอยู่ปลายนา
มาก่อตั้งกลุ่มบ้านทุ่งใหญ่
ต่างเลื่อมใสในศาสนา
เพิ่นร่วมกันก่อสร้างศาลา
เอาวัดมาปรับเป็นโรงเรียน
หลวงพ่อไพได้เป็นเจ้าวัด
เพิ่นเริ่มหัดให้คนอ่านเขียน
หนังสือพวนเพิ่นมีเฮ้อเฮียน
ผู้ใดเพียรหัดอ่านบาลี
เจ้าหัวอ่ำ เจ้าหัวสันทา
ได้ศึกษาในสำนักนี่
พระสันทา แก่ก่อนห้าปี
เฮียนบาลี พระธรรมวินัย
มาบ่นาน อาจารย์สันทา
เพิ่นทะนาไปสระเตยใหญ่
เจ้าอาวาสองค์เก่าตายไป
นิมนต์ให้เป็นเจ้าอาวา
อยู่ต่อมาเจ้าหัวน้าไพ
เพิ่นเป็นไข้ตายในพรรษา
จึงนิมนต์ พระอ่ำ ขึ้นมา
พัฒนาวัดวาโรงเรียน
สร้างโรงเรียนอ่ำราษฎร์ประดิษฐ์
ให้ลูกศิษย์ เฮียนคิดเอียนเขียน
เกณฑ์ผู้เฒ่ามาเข้าโรงเรียน
เฝ้าพากเพียรศึกษาอบรม
ฝนตกสู่ตามฤดูกาล
คนหมู่บ้านต่างมีสุขสม
ปู ปลา ข้าวบ้านเฮา อุดม
พอเหมาะสมสังคมพอดี
ข้าวขึ้นยุ้งสู่ขวัญเดือนอ้าย
สู่ขวัญควายตอนปลายเดือนยี่
ขึ้นสามค่ำ เดือนสามทุกปี
บุญข้าวจี่ ข้าวหลาม กำฟ้า
ตกเดือนสี่ บวชลูกเอาบุญ
ตำข้าวปุ้นหาหมูมาฆ่า
ตีกลองแกแห่ช้างขี่ม้า
นาคขี่มาแม่หอบผ้าไตร
จากเดือนสี่เข้าสู่เดือนห้า
สงกรานต์มาเดือนห้าปีใหม่
เล่นหม่าอื่อ หม่าเบี้ยบั้งไฟ
เดือนหกไปแฮ่ะไฮ่ ไถนา
ขื้นเดือนหกทำบุญกลางบ้าน
วิสากาล เพ็ญขี้น สิบห้า
จุดเทียนเวียนวิสาขะบูชา
หนุ่มสาวนาพาเทียนเวียนวน
กลางเดือนแปดถวายเทียนพรรษา
ถวายผ้า อาบน้ำฝน
ผ้าจำนำพรรษาอีกคน
สาธุชนเข้าวัดฟังธรรม
สิ้นเดือนเก้าห่อข้าวชาวพวน
ชาวบ้านกวนขนมจนค่ำ
กระยาสารทใส่ถั่ว งาดำ
พากันตำ ข้าวปุ้นบุญปี
ถึงเดือนสิบเลิกจากทำนา
ทอดผ้าป่าต่างวัดหลายที่
หนุ่มสาวนารำสามัคคี
ข้าวปลามีหาสู่กันกิน
เดือนสำเอ็ดตักบาตรเทโว
แต่งตัวโชว์งานทอดกฐิน
แข่งเส่งกลอง ตีฆ้องดีดพิณ
แห่กฐินอัฐถะรำวง
เดือนสิบสองบุญข่วยกระจาด
มหาชาตินิมนต์พระสงฆ์
เณรเสียงดีมัทรีสององค์
ส่วนพระสงฆ์มหาราชนคร
อยู่เป็นสุขสนุกทั้งปี
ประเพณียึดมั่นสั่งสอน
พระครูอ่ำอุดมคุณากร
เพิ่นสั่งสอนยึดประเพณี
หมู่บ้านนี้มีสิ่งดีงาม
ต้นมะขามเฒ่ามีเจ้าที่
สิบห้าค่ำมื้อปลอดยามดี
แก้วมณีเปล่งสีออกมา
ก่อนแต่เก่าเพิ่นเว้ามาว่า
กลมฮุ่งใส ลอยไปบนฟ้า
ไปลงโบสถ์เขาสาริกา
พรมทินใต้มาโนนเจดีย์
ศาลเจ้าปู่มะขามต้นใต้
ทุกปีได้เลี้ยงไก่ไหวัผี
ตาปู่บ้านคุ้มลูกหลานดี
พลีหัวหมูคู่ขนมตาควาย
ถึงปีสองพันห้าหนึ่งห้า
อุปัชญาย์เพิ่นมาล้มหาย
อายุแปดสิบห้าปีปลาย
พรรษาได้หกสิบสี่ปี
จึงนิมนต์เจ้าหัววันนา
มาปกครองอาวาแทนที่
พระอดุลย์ธรรมกร ยสมี
เป็นรองหนึ่งว่าที่เจ้าตำบล
ถึงสงกรานต์จัดงานสรงน้ำ
ศิษย์ปู่อ่ำทุกแห่งทุกหน
แห่หลวงตาจากศาลาบน
มาตั้งโคนต้นมะขามทอง
นัดจัดงานประเพณีสงกรานต์
กลับมาบ้านรวมหมู่หนึ่งสอง
ตั้งโต๊ะจีนทำบุญปิดทอง
ร่วมฉลองตักบาตรทำบุญ
อีกหนึ่งข้อขอต่อคำเว้า
มะขามเฒ่าวัดเฮาเอื้อหนุน
แหล่งเฮียนฮู้ของผู้มีบุญ
ผู้ทรงคุณพลังปัญญา
แดนบัณฑิตผลิตเจ้าอาวาส
มาประกาศพระศาสนา
เปรียบเปรยเป็นเช่นนาลันทา
ตักกะสิลาระดับตำบล
ตัวอย่างมาเจ้าหัวน้าไพ
สร้างวัดใหม่ในยุคต้นต้น
เจ้าอาวาสประกาศกุศล
เป็นอธิการองค์ต้นบวร
อยู่สระเตยพระครูสันทา
พระฎีกาสันทานุสรณ์
ออกมาจากมะขามเฒ่าโคจร
สระเตยตัอนเป็นเจ้าอาราม
องค์ที่สามอ่ำอุตตะโม
เจ้าสังโฆแห่งต้นมะขาม
พระอุดมคุณากร- นาม
เจ้าเขตคามนามเจ้าตำบล
พระครูเทียนนิวิชธรรมคุณ
บวชแรกรุ่นพระคุณฝึกฝน
ก่อนมาเป็นเจ้าคณะตำบล
อยู่ใต้ต้นมะขามเฒ่าเยาว์วัย
องค์ที่ห้าคือพระครูปาน
อธิการบ้านป่าแดงใหญ่
พระวิลาสธรรมขัณฑ์ – ยศใด้
เจ้าคณะพิจิตร สะพานหิน
องค์ที่หกพระครูวันนา
เจ้าอาวา พัฒนาท้องถิ่น
อดุลย์ ธรรมกร- รับจากภูมินทร์
พาถือศิลไหว้พระสวดมนต์
องค์ที่เจ็ด พระครูมณี
มีศักดิ์ศรี เจ้าคณะตำบล
ยศศีลาวุฒิกร - มงคล
เขานิมนต์เป็นอุปัชฌาย์
คนที่แปดมหาถาวร
ธานันดรชั้นโทได้มา
แต่ว่าท่านได้ลาสิกขา
สึกออกมาสู่สภา อบต.
องค์ที่เก้าพระฎีกาสงัด
เป็นเจ้าวัดเมืองกาญจน์เพิ่งก่อ
สร้างวัดมาบ่ นาน พ.ศ.
ท่านมาขอผ้าป่าบ้านเรา
องค์ที่สิบอาจารย์ดิเรก
เป็นองค์เอกอยู่สามแยกหลุ่ข้าว
สิบองค์มาจากมะขามเฒ่า
มาเป็นเจ้าอาวาสทุกคน
บารมีต้นมะขามเป็นพลัง
มีมนต์ขลังอยู่ในตัวตน
เป็นมหานาสันทาตำบล
สร้างบุคคลนักปราชญ์ทางธรรม
หากผิดตกบกพร่องข้าพเจ้าขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่หากจะมีส่วนดีมีประโยชน์สำหรับการเรียนรู้อยู่บ้าง ข้าพเจ้าขออุทิศความดีเหล่านี้ให้กับบรรพบุรุษชาวไทยพวนที่ย้ายมาบุกร้างถางพงในสมัยครั้งก่อนโน้นด้วยเทอญ
คมเคียวคันไถ
คำแปล
ภาษาพวน = ภาษาไทย
จี่ขอเว้า =จะขอพูด
โพธิ์ไฮ =ต้นโพธิ์
เซิ้งเฮ้อฟัง= ร้องให้ฟัง
โนนกว้าง = เนินดินกว้าง
เพิ่นเว้า =ท่านพูด
ตั้งเตา = เตาหุงข้าว
บ่มี =ไม่มี
เซาะเบิ่ง =หาดู
พายบั้งน้ำสระพายกระยอกใส่น้ำ
ฮีบจอง = รีบจับจองที่
ชิงกักไก่ =ข่าย หรือ กับกักไก่
ฮ้านนอน= เตียง, แคร่
กะต่า = ตะกร้า
หม่าอื่อ หม่าเบี้ย = การละเล่นพื้นเมือง
หม้อทอง= หม้อหุงข้าว, หม้อทองเหลือง
ข้าวปุ้น= ขนมจีน
ปืนควบศิลา= ปืนล่าสันว์ใช้หินเหล็กไฟตี
ข่วยกระจาด = ประเพณีบุญมหาชาติ
อองยังลม= เอาขี่หลัง
เอาบังลม เส่งกลอง= ตีกลองแข่งเสียงดัง
ขะม้าทอ= ผ้าขะม้าทอเอง
ตาปู่= เจ้าพ่อศาลเจ้า
เอ็ดฮ่ม= บังแดดเป็นร่ม
แฮ๊ะนา =แรกนา (ขวัญ)
เครือหูกเหา= เครื่องอุปกรณ์ทอผ้า
เจ้าหัว = พระสงฆ์
มัดนาบ = มัดรวมกัน
เพื่น= เขา , ท่าน
ตาน= ตาข่ายดักนกป่า
เฮียน= เรียน
พวกฮ่อ = แกว
จีนฮ่อ =ญวน เจอะ
เจอ= พบ
ย่างลง = เดินลง
บ่อนนี้ =แห่งนี้
ทะนา= อาราธนา
ฮอย= รอย
เพิ่นก่าเว้า= ท่านเขาพูด
แล่น =วิ่ง
จี่ขอย้อน = จะขอเล่าความหลัง
นาลันทา = หมาลัยสงฆ์อินเดีย
แปงเฮือนงาม= สร้างบ้านงาม
ไผ =ใคร